ปฎิรูปการเรียนการสอนวิธีอ่านภาษาอังกฤษ คือคำตอบ

Reading Education Reform is the Answer

ขั้นตอนแรกในการสร้างเด็กไทยให้เป็นเด็กสองภาษา (bilingual children)


kid-reading.jpg วันที่ 6 ตุลาคม 2556

เรื่อง สรุปข้อเสนอแนะเพื่อการปฎิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วย การปฎิรูปด้านการสอนอ่าน (ReadingEducation Reform) และการสร้างเด็กนักเรียนสองภาษาทั่วประเทศ

เรียน ทุกท่านที่เคารพ

คลินิคหมอภาษาอังกฤษโดย ดร. อินทิรา ขอสรุปความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการเข้าร่วมงานอภิปรายโต๊ะกลมเกี่ยวกับการปฎิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในวันที่27 กันยายน 2556 ดังนี้ค่ะ


1. ในการปฎิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ท่านรัฐมนตรีต้องการนโยบายและแผนปฎิบัติงานที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ในผลสัมฤทธิ์ของเด็กไทยที่ไม่ใช่ทีละนิด แต่ที่เป็น significant & grand scale ที่ก้าวกระโดด ( jump ahead) ที่เรียกตามสมัยนิยมตอนนี้ ว่า quantum leap

2. ดูจากการพรีเซ็นต์ผลงานและกิจกรรมทั้งหมด ไม่มีคอนเซ็พท์หรือแนวความคิดอะไรที่ใหม่ฉีกแนวเลยที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดด คือ ถ้าวัดผลสัมฤทธิ์ด้วยคะแนนโอเน็ต มันควรเพิ่มทีละอย่างต่ำ5% จึงถือว่ามากพอที่จะเห็นข้อแตกต่าง (significant difference) ไม่ใช่เพิ่มทีละ 1-2-3-4% ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นการเพิ่มของผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง แต่เป็นมาจากความแตกต่างของเครื่องมือวัด (technical errors/variations) ในแต่ละปี หรือ ความแตกต่างในตัวผู้เรียนหรือผู้เข้าสอบในแต่ละปีโดยรวม รวมแล้วอาจเรียกว่า sampling errors



3. มีการพูดถึงเครื่องมือวัดผลปลายทาง (โอเน็ต เอเน็ต Toefl , Ielt, CEFR : a1, a2, b1, b2) ว่าเราควรเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเพื่อ sharpen ตัวชี้วัดอย่างไร แต่ไม่มีใครพูดเกี่ยวกับการวัดความรู้สึกของผู้เรียนว่าท้ายสุดแล้ว เราควรจะมีเป้าหมายที่จะผลิตเด็กที่รักการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหรือไม่ ที่ผ่านมาเราผลิตเด็กส่วนมากที่กลัวภาษาอังกฤษ สมควรไหมที่จะพิจารณา human factor ในเป้าหมายของการปฎิรูป เช่น เราควรมีเป้าหมายว่าเด็กไทยควรได้มีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีความสุข รักการเรียนรู้ด้วยภาษา อังกฤษและสนใจในการศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4. ไม่มีใครพูดถึงนโยบาย inclusiveeducation ที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการเข้าถึงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ว่ารวยมาก ก็สามารถเรียนโรงเรียนอินเตอร์ (IP) รวยน้อยหน่อยก็ไปเรียน EP หรือ MEP จ่ายนิดหน่อยก็ได้เรียนแบบ EIS หรือถ้าไม่มีเงินก็ต้องเรียนในหลักสูตรไทย - ไทย จนกว่ารัฐจะขยายเครือข่ายหลักสูตร EBE อักนัยหนึ่ง ชื่อย่อเหล่านี้แสดงถึงการแบ่งชั้นวรรณะทางเศรษฐกิจ (economic division) ที่มีผลต่อการเข้าถึงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศที่แตกต่างกัน (differential treatment) และความล้มเหลวของการจัดการศึกษาของประเทศ สงสารคนจนที่ไม่มีโอกาส ( ถ้าตัวข้าพเจ้าเองตายไปแล้วและต้องเกิดใหม่ ขออธิษฐานก่อนตายว่า จะไม่ขอเกิดเป็นคนจนในประเทศไทย เพราะจะไม่มีโอกาสได้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ หรือ อีพี เท่าเทียมกับลูกคนมีเงิน) ฉะนั้น เป้าหมายในการปฎิรูปครั้งนี้ อยากให้รัฐพิจารณาว่า เราควรทำอย่างไรเพื่อขจัด English education divide ที่แสดงถึงความไม่เสมอภาคทางด้านการจัดการศึกษา (inequality in education) ในส่วนของการเข้าถึงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนให้แพร่หลายมากขึ้น อังกฤษที่มีคุณภาพ ซึ่งนำมาซึ่ง social injustice เป็นไปได้ใหมที่เราขยายเครือข่ายการสอนแบบ EBE เพื่อสร้างนักเรียนสองภาษา (ไทย- อังกฤษ) ให้ทั่วถึงมากขึ้น ให้การสอนสองภาษาเป็นสิ่งปกติธรรมดาในอนาคตอันใกล้และทำให้เป็นสิทธิของเด็กไทยทุกคน

5. ในการอภิปราย มีการพูดถึงกิจกรรมที่สามารถเลียนแบบจากประเทศเพื่อนบ้านเช่นสิงคโปร์ หรือมาเลย์ ได้ เช่นกิจกรรมอิงลิช คอร์เนอร์ หรืออิงลิช สแควร์ แต่ไม่มีใครพูดกิจกรรม Read Aloud ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ จีน สิงค์โปร์ ที่ใช้เป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านออกเสียงทั่วประเทศมานานเป็นกิจวัตร และจัดเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการอ่านภาษาแม่ คือภาษาอังกฤษ แม้คนไทยเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เราก็ควรนำความคิดนี้มาทดลองใช้ในประเทศว่าได้ผลแค่ไหน ฉะนั้น แผนปฎิรูปของเราจึงควรพิจารณาการทำกิจกรรม Read Aloud ภาษาอังกฤษเช่นกัน และควรทำเป็นคู่ขนานกับ Read Aloud ที่เป็นภาษาไทย

6. ทำใมต้อง Read Aloud ภาษาอังกฤษ เป็นเพราะเราจำเป็นต้องเช็คคุณภาพของการอ่านออกเสียงของนักเรียน อ่านออกเสียงผิดจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อ่านและพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษอย่างชัดเจนและถูกต้อง การพูดหรือสนทนาภาษาอังกฤษกับคนไทยด้วยกันอาจสร้างความเคอะเขิน แต่ การอ่านออกเสียง หรือ Read Aloud ทำได้แม้อยู่ลำพัง ไม่ทำให้ใครอายหรือเคอะเขิน แถม มีเนื้อหาให้อ่านมากมาย จากหนังสือพิมพ์ เว็ปไซ้ท บทเขียนร้อยแก้ว ร้อยกรอง บทอ่านวิชาการวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ฯลฯ บทละคร รวมถึงการร้องเพลงซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมกาออกเสียงอย่างหนึ่ง ฉะนั้น ในการปฎิรูปฯ อยากให้รัฐบาลพิจารณากิจกรรม Read Aloud ภาษา

อังกฤษ

7. ผู้แทนเกือบทุกสถาบันฝึกครู และสถาบันที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ แสดงความคิดเห็นหลายเรื่อง แต่ไม่มีใครพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของหลักสูตรการการเทรนครูภาษาอังกฤษเลย เพราะเขาไม่เห็นว่ามีอะไรผิด ทั้งๆที่ ทุกสถาบันได้ผลิตครูสอนภาษาอังกฤษที่ทำให้เด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ (ผลสอบโอเน็ตไม่เกิน 30% เป็นประจักษ์พยาน) แล้วเราจะยังคงดำเนินการผลิตครูด้วยใช้วิธีเดิมๆ หรือ? ไม่มีใครพูดถึงทางเลือกใหม่ หรือ ทฤษฎีใหม่ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มาจากงานวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล (evidence – based reading instruction) เช่น reading research ของรัฐบาลสหรัฐ ที่นำมาซึ่งการปฎิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในสหรัฐฯในปี คศ.2001 และอังกฤษนำมาใช้ในปี คศ.2006 แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะบรรดาผู้นำสถาบันฝึกครู และสถาบันภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย และสมาชิก TESOL ทุกคนเป็นผลผลิตของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วยทฤษฎีเก่าแบบWhole language จึงต้องเป็นอำมาตย์ (gate keeper) ของระบบสอนอ่านเป็นคำ (whole word method) ซึ่งตัวเองคุ้นเคยมาตลอดชีวิต และผลิตครูภาษาอังกฤษให้กับประเทศไทยมาหลายสิบปี และไม่มีใครอาจหาญวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทั้งๆ ที่งานวิจัยด้านการอ่านของสหรัฐฯ ระบุว่า การสอนอ่านเป็นคำไม่ได้ผล แต่ทำให้ผู้เรียนลายสิบล้านคนอ่านไม่ออก นักวิชาการกลุ่มใหม่มีความเห็นว่าวิธีการสอนอ่านเป็นคำเป็น crime of the century (อาญชากรรมในวงการศึกษาของศตวรรษ) เพราะมันทำลายสมองของเด็ก (อ้างถึงงานวิจัยด้านประสาทวิทยา ของมหาวิทยาลัยเยล ฯลฯ ว่า อ่านไม่ออก สมองด้านหลังไม่ทำงาน ทำให้จำศัพท์ ไม่ค่อยได้ อ่านออก สมองทุกส่วนทำงานปกติ ฯลฯ



dyslexic.jpg

การสอนอ่านเป็นคำการทำลายศักยภาพและอนาคตของเด็ก เด็กที่เก่งภาษาในระบบสอนอ่านเป็นคำส่วนมากเป็นเด็กที่มีความจำดี) กรุณาดู คลิปวิดิโอนี้



8. ไม่มีกูรูท่านใดพูดถึงทฤษฎีใหม่ที่เกี่ยวกับการอ่านภาษาอังกฤษเลย ( เพราะในระบบสอนอ่านเป็นคำ การอ่านหรือ reading จะถูกสอนในระดับมหาวิทยาลัยสำหรับผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นวิชาเอกในระดับปริญญาตรี โท และเอก เป็นการอ่านวรรณคดี มีเทคนิค intensive and extensive reading ฯลฯ ที่ต้องสอนโดยผู้เชี่ยวชาญจริงๆ กูรูจากมหาวิทยาลัยศิลปากรบอกในงานอภิปราย มีแต่คลินิคหมอภาษาอังกฤษโดย ดร. อินทิรา ที่กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านในระดับอนุบาล ประถมและมัธยมในกรอบของทฤษฎีการสอนอ่านใหม่ที่ได้ผล (effective reading instruction) ที่มี 5 ขั้นตอน ดีใจ ที่สพฐ. ได้ทำ teachers ‘ kit และเน้นการสอนโฟนิคส์ให้เด็กประถม ปีที่ 1-6แต่ดูแล้วสพฐ. ยังเข้าใจคอนเซ็พท์ของโฟนิคส์ในมุมมองของการสอนอ่านเป็นคำว่าโฟนิคส์เป็นการออกเสียงคล้าย pronunciation และเป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง แต่ ความจริงแล้ว ไม่ใช่ โฟนิคส์ ไม่ใช่เทคนิคการออกเสียง แต่เป็นองค์ความรู้ที่สอนการอ่านที่มาจากการเชื่อมโยงหน่วยเสียงกับตัวอักษร(sounds and letters correspondence)


reading theory.jpg

ฉะนั้น การสอนเด็กอ่านต้องทำตาม 3 ขั้นตอนของการ Learn to Read ตามด้วย 2 ขั้นตอนของการอ่านด้วยความหมาย (Read to Learn ) รวมเป็น 5 ขั้นตอนของทฤษฎีการสอนอ่านที่ได้ผล ด้วยการเริ่มต้นด้วย1) sound training หรือ phonemic awareness ก่อน ตามด้วย 2) โฟนิคส์ หรือและ การเชื่อมโยงหน่วยเสียงกับตัวอักษรและฝึกอย่างหนักเพื่อสร้าง3) fluency and accuracy ของการอ่าน ภายในระยะ เวลาที่รวดเร็วจึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผู้เรียนอย่างเห็นได้ชัด (ไม่ขอใช้คำว่าchange แตขอใช้คำว่าtransformation) ถ้าทำอย่างถูกทฤษฎี จะได้ผลผู้เรียนจะเกิดความรู้สึกว่าพัฒนาการของตัวเองดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาอันสั้นความสามารถในการฟัง การอ่านออกเสียง การสะกดคำจะดีขึ้น นี่เป็น ช่วงของการทำให้เกิดความภูมิใจในความสามารถใหม่ของตัวเองนำมาซึ่งความสนใจในการอ่านภาษาอังกฤษและใช้ในการสื่อสารมากขึ้น ฉะนั้นในการปฎิรูปรัฐจึงควรจะพิจารณาถึงความจำเป็นในการสอนเสริมทักษะการอ่านด้วยโฟนิมิคส์และโฟนิคส์ให้ครบกระบวนการไม่ใช้ คำศัพท์ หรือ ไวยากรณ์เป็นทักษะนำ เพราะมันไม่ใช่ทักษะพื้นฐานตลอดเวลาหลายสิบปีเราสอนผิดขั้นตอน เราทำจากบนมาล่าง (top- down) ที่ถูกต้องทำจากล่างไปบน (bottom-up) จึงสมควรที่รัฐวางแผนฟื้นฟูภาษาอังกฤษใหม่ให้เด็กไทยทุกคนสอนให้อ่านภาษาอังกฤษอย่างถูกวิธีผลสัมฤทธิ์ของเด็กไทยวัดด้วยการสอบโอเน็ตจะก้าวกระโดด (quantum leap) และภาษาอังกฤษจะดีตลอดชีวิต (sustainable learning)



เด็กประถมสามารถได้รับการสอนเสริมการอ่านทั้งระบบในห้องเรียนอย่างไม่ต้องเริ่งรีบ แต่ 6 ปีดูจะนานเกินไป รัฐควรปรับเปลี่ยนเวลาที่สอนอ่านเด็กด้วยโฟนิคส์ให้เหลือ 3 ปี ถ้าไม่เช่นนั้นเด็กจะกลับไปอ่านแบบจำคำ จำประโยค เพื่อให้บรรลุถึงมาตรฐานการเรียนรู้ตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรแกนลาง พศ.2551 ซึ่งยังเน้นการจำประโยคต่างๆ หรือ คำต่างๆ เพื่อการสื่อสาร ถ้าการสอนเสริมการอ่านด้วยโฟนิคส์ทำได้เร็ว และครบองค์ความรู้ เร็ว จะได้ผลดีกับตัวเด็ก เพราะเด็กจะอ่านภาษาอังกฤษออกโดยไม่ต้องจำ น่าจะเป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้เด็กรักและสนใจอ่านภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก อันจะนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นในการสอบโอเน็ตระดับประถมศึกษาที่ 3 และ 6

7. ที่น่าเป็นห่วงคือเด็กมัธยมว่าจะสอนเสริมการอ่านด้วยโฟนิคส์ได้อย่างไรจึงจะได้ผล และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียนอย่างรวดเร็ว เพราะมีงานวิจัยหลายเรื่องในสหรัฐฯที่สรุปว่า ถ้าเด็กอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกในประถม 1 ประมาณ 94% ยังคงอ่านไม่ออกเมื่อเรียนถึงระดับประถม 4 แต่ในโรงเรียนที่สอนสาระวิชาต่างๆเป็นภาษาอังกฤษ เด็กต้องอ่านภาษาอังกฤษทุกวัน ถ้ายังไม่ได้รับการสอนเสริมการอ่านอย่างเข้มข้น (intensive phonics) รับรองว่าเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังอ่านไม่ส่งออก แล้วเราจะหวังว่าผลสอบโอเน็ต ระดับมัธยมจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 1-6 ปีข้างหน้าได้อย่างไร ? จึงขอเสนอว่าในการปฎิรูป รัฐควรส่งเสริมนโยบายให้เด็กมัธยมได้รับการสอนเสริมการอ่านอย่างเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้นักเรียนมัธยมแม้แต่สักคนหลงเหลืออยู่ที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก และพูดไม่ชัด (Let No Thai Child be Left Behind)


8. ในการทำการสอนเสริมนักเรียนเป็นจำนวนมากให้ได้ผลต้องมียุทธิวิธี และไม่สร้างภาระให้กับครูมากเกินไป จากงานวิจัยพัฒนาเรื่องการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทยที่คลินิคหมอภาษาอังกฤษโดยดร.อินทิรา ได้ทำมาให้สพฐ. มาประมาณ 5-6 ปี ใน 11 โครงการ เราพบว่าการจัดตั้งคลินิคหมอภาษาอังกฤษในแต่ละโรงเรียนเป็นทางออกที่ดีที่สุด จัดตั้งภายใต้นโยบาย One school, one English clinic (กรุณาดูเอกสารโครงการ Read Aloud Thailand ที่แนบมา ) เพื่อช่วยสอนเสริมนักเรียนนับพันคนในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิผล


9. การส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษเป็นการสร้างทักษะพื้นฐานให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดวิเคราะห์ (กรุณาดูตาราง การสู่ประเทศของของนักอ่าน ของ ดร. จีน ชอล)


jean chall.jpg



เพราะความคิดวิเคราะห์เป็นทักษะพื้นฐานหนึ่งของการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 เมื่ออ่านเป็น อ่านมาก จะพบกับนานาทัศนคติ ต้องรู้จักประมวลและสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การอ่านภาษาอังกฤษเป็นแบบงูๆ ปลาๆเพราะทักษะการอ่านไม่ดี นำมาซึ่งความเสี่ยงในการตัดสินใจ

ฉะนั้น เด็กต้องวิเคราะห์ให้เป็นและต้องทันโลก (up to date) ไม่มีอะไรที่จะพัฒนาทักษะความคิดวิเคราะห์ที่ทันโลกให้เยาวชนของเรา เท่ากับการส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ เพราะการส่งเสริมการพูดอังกฤษ ต้องแล้วแต่โอกาส แต่การส่งเสริมการอ่านสามารถทำได้ทุกทีทุกเวลาเมื่อเข้าถึงอินเตอร์เน็ท อ่านเป็น อ่านเร็ว อ่านมาก ยิ่งได้เปรียบ ถ้าไม่มีการสอนเสริม เมื่อเด็กเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังอ่านไม่ออก ทำลายอนาคตของเด็กและของชาติ


10. ปัญหาการขาดแคลนครูสอนภาษาอังกฤษ สามารถแก้ได้โดยไม่ต้องรอให้ครูจบจากสถาบันฝึกครูที่สอนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนอ่านเป็นคำซึ่งใช้เวลานานถึง 4 ปีและจบมาด้วยวิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าสอนภาษาอังกฤษไม่ได้ผล ในสหรัฐฯตอนนี้มีการฝึกครูภาษาอังกฤษพันธุ์ใหม่ ที่ชำนาญการสอนอ่านตาม 5 ขั้นตอนของการสอนอ่านที่ได้ผล โดยฝึกให้เป็น reading coach/ reading specialist/ literacy specialist

ด้วยเหตุผลที่ครูและนักเรียนส่วนมากมีปัญหาอ่านไม่ออก พูดไม่ชัด ฟังไมรู้เรื่อง (dyslexic adults) บุคคลเหล่านี้ต้องเข้ารักษาบำบัดผ่านกระบวนการที่เรียกว่า intensive readingtherapy ซึ่ง ประกอบด้วยการฝึก sound training (phonemics) และ phonics อย่างเข้มข้น ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น รวมเวลาฝึกไม่เกิน 110 ชั่วโมงโดยประมาณ จึงจะได้ผล ฉะนั้น ถ้าเราวางแผนจะผลิตครูพันธุ์ใหม่ เราควรผลิตครูที่รู้จัก teach children learn how to read & speak well ในกรอบของทฤษฎีใหม่ และตัวเองเป็นต้นแบบที่ดีในการอ่านและการพูดด้วย ซึ่งทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 4 เดือน เพื่อมาสอนเสริมเด็กทุกระดับโดยเฉพาะเด็กมัธยมให้เด็กทุกคนอ่านภาษาอังกฤษออกและครูเหล่านี้สามารถสอนเนื้อหาของวิชาต่างๆเป็นภาษาอังกฤษในโครงการ EBE, EIS อีกด้วย ประหยัดงบประมาณการจ้างครูต่างชาติ


สรุป ครั้งหนึ่งอัลเบิอรต์ไอสไตน์เคยพูดว่า
“ We cannot solve problems by using the same kind of thinking we used when we created them. ”
ซึ่งแปลว่าเราไม่สามารถจะแก้ปัญหาใดได้ด้วยการใช้กรอบความคิดเดิมๆที่สร้างปัญหานั้นๆขึ้นมา
0teaching children to read  6 steps.jpg

คลินิคหมอภาษาอังกฤษโดย ดร. อินทิราหวังว่าความคิดวิเคราะห์ที่ได้เสนอมาคงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยและขอขอบพระคุณอย่างสูงที่เชิญเข้าร่วมการอภิปรายค่ะ

ขอแสดงความนับถือ


ดร. อินทิรา ศรีประสิทธิ์

ผู้อำนวยการโครงการ Read Aloud Thailand และโครงการฟื้นฟูภาษาอังกฤษให้บุคคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมครูที่ไม่จบเอกภาษาอังกฤษ ครูที่สอนวิทย์ คณิต คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เป็นภาษาอังกฤษ ในโครงการthe Education hub, โรงเรียนมาตรฐานสกกลโรงเรียนในเครือEBE และ EIS คศ. 2009 -2013


www.theenglishclinic.wikispaces.com
www.readaloudthailand.wikispaces.com

www.phonics-moe.wikispaces.com
www.readinghorizons.com
www.englishclinic-research.wikispace.com ( เอกสารอ้างอิง )
www.cyber-smart.org
www.songs-club.wikispaces.com

www.theenglishclinic.org

www.reading-showcase.wikispaces.com


cartoon its called reading.jpg

Read Aloud Thailand เป็น หนึ่งในกิจกรรมที่ปฎิรูปการอ่านภาษาอังกฤษของเด็กไทย
  • ด้วยการจัดตั้งคลินิคหมอภาษาอังกฤษที่โรงเรียน

  • สอนเสริมนักเรียนนับพันคนอย่างทั่วถึง (Let No Thai be Left Behind) สร้างครูต้นแบบที่สามารถจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษได้ภายใน 3-4 เดือน

    • ใช้โปรแกรมสอนอ่านออนไลน์ ระดับเวิอร์ด คล้าส จากสหรัฐฯ

    • ควบกับการเรียนการสอนแบบประสมประสาน ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล

    • ด้วยต้นทุนที่ถูกที่สุด แค่ 100 บาทต่อคน

สร้างครูสอนภาษาอังกฤษพันธุ์ใหม่ เพื่อลดปัญหาขาดแคลนครูภาษาอังกฤษ



โครงการเป็น evidence –based remedial reading instructionที่เป็น best practice พัฒนาให้เหมาะกับคนไทย
  • ฟื้นฟูภาษาอังกฤษให้ครูแล้ว 2,000 คน ได้ผล 99%

(มูลนิธิเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ที่ส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะด้านการอ่านในกรอบของทฤษฎีการสอนอ่านใหม่ (new literacy framework) ที่มาจากงานวิจัยด้านการอ่านที่ได้ผลของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อคนไทยจะได้ไม่เสียเปรียบในเวทีแข่งขันนานาชาติ